เรียนด้วยสื่อสร้างสรรค์เสริมทักษะ นวัตกรรม
การเรียนรู้คณิตศาสตร์ปฐมวัย ในรูปแบบใหม่

ปูพื้นฐานคณิตศาสตร์ที่แข็งแรงให้กับลูกรัก ด้วยหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับและสนุกสนาน

เข้าร่วมกับเราวันนี้
บทความ

บทความน่าสนใจ

ครูที่ดีสอนคณิตต่างจากครูทั่วไปอย่างไร?
ใหม่
21 May 2026

ครูที่ดีสอนคณิตต่างจากครูทั่วไปอย่างไร?

ครูที่ดีสอนคณิตต่างจากครูทั่วไปอย่างไร? "ลูกบอกว่าชอบครูคนนี้มาก เรียนกับครูคนนี้แล้วเข้าใจ แต่เรียนกับครูคนอื่นไม่เข้าใจเลย" ผู้ปกครองหลายคนได้ยินประโยคแบบนี้จากลูก และมันสะท้อนความจริงที่สำคัญมากว่า ครูมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กมากกว่าสิ่งอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร สื่อการสอน หรืออุปกรณ์ งานวิจัยของ John Hattie จากมหาวิทยาลัย Melbourne ที่วิเคราะห์การศึกษากว่า 800 ชิ้นพบว่า คุณภาพของครูเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการเรียนของนักเรียนมากที่สุด มากกว่าขนาดชั้นเรียน เทคโนโลยี หรือแม้แต่หลักสูตรที่ใช้ แต่อะไรคือสิ่งที่แยกแยะครูที่ดีออกจากครูทั่วไป โดยเฉพาะในการสอนคณิตศาสตร์? ความแตกต่างพื้นฐาน: ครูที่ดีสอนให้คิด ครูทั่วไปสอนให้ทำ ครูทั่วไป: เป้าหมายคือการถ่ายทอดเนื้อหา เมื่อเด็กทำโจทย์ได้ ถือว่าสำเร็จ ครูที่ดี: เป้าหมายคือการสร้างความเข้าใจ เมื่อเด็กอธิบายได้ว่าทำไม ถือว่าสำเร็จ ความแตกต่างเล็กน้อยนี้สร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างมหาศาลในระยะยาว เปรียบเทียบให้เห็นชัด: ครูสองคน สอนเรื่องเดียวกัน สถานการณ์: สอนเรื่องการแบ่งเศษส่วน ชั้น ป.5 ครูทั่วไป ครูเขียนบนกระดาน: "½ ÷ ¼ = ½ × 4/1 = 2" อธิบายว่า: "เมื่อหารด้วยเศษส่วน ให้กลับเศษส่วนแล้วคูณแทน จำไว้" เด็กจดและฝึกทำแบบฝึกหัด ทำได้แต่ไม่รู้ว่าทำไม เมื่อโจทย์เปลี่ยนรูปหรือถามในบริบทที่ต่างออกไป เด็กทำไม่ได้ ครูที่ดีแบบสิงคโปร์ ครูเริ่มด้วยการถามว่า "ถ้ามีริบบิ้นยาวครึ่งเมตร แล้วอยากตัดให้ได้ชิ้นละหนึ่งในสี่เมตร จะได้กี่ชิ้น?" ให้เด็กวาดภาพหรือใช้แท่งกระดาษแทนก่อน เด็กวาดเส้นครึ่งเมตรแล้วแบ่งเป็นส่วนละหนึ่งในสี่ เห็นทันทีว่าได้ 2 ชิ้น ครูถามว่า "แล้วทำไมการหาร ½ ÷ ¼ ถึงได้ 2? ลูกเห็นอะไรจากภาพที่วาด?" เด็กค้นพบว่า "เพราะ ¼ ไปได้พอดีสองครั้งใน ½" เมื่อเข้าใจความหมายแล้ว ครูจึงแสดงวิธีคำนวณที่สั้นกว่า ซึ่งเด็กเข้าใจว่าทำไมวิธีนั้นถึงได้ผล 10 สิ่งที่ครูที่ดีทำต่างจากครูทั่วไป ถามมากกว่าบอก ครูทั่วไป: อธิบายก่อน แล้วให้เด็กทำตาม คำถามที่ถามส่วนใหญ่มีคำตอบถูกผิดชัดเจน เช่น "3 + 4 = ?" ครูที่ดี: ถามก่อนอธิบาย ใช้คำถามปลายเปิดที่กระตุ้นการคิด เช่น "ทำไมถึงคิดแบบนั้น?" "มีวิธีอื่นไหม?" "ถ้าเปลี่ยนตรงนี้คำตอบจะเปลี่ยนไปอย่างไร?" คำถามปลายเปิดบังคับให้เด็กต้องคิดจริงๆ ไม่ใช่แค่จำคำตอบ ให้เวลาคิดโดยไม่รีบช่วย ครูทั่วไป: เมื่อเด็กไม่ตอบทันที รีบให้คำใบ้หรือบอกคำตอบ เพราะกังวลว่าเสียเวลา ครูที่ดี: รอ 30 วินาทีถึง 1 นาทีในความเงียบ เพราะรู้ว่านั่นคือช่วงเวลาที่สมองกำลังทำงานหนักที่สุด การรีบช่วยในช่วงนี้ตัดโอกาสการเรียนรู้ที่มีคุณค่าที่สุดทิ้งไป ชมกระบวนการ ไม่ใช่แค่คำตอบ ครูทั่วไป: "เก่งมาก ถูกต้อง!" หรือ "ผิด ลองใหม่" ครูที่ดี: "ชอบที่ลูกลองหลายวิธีก่อนที่จะได้คำตอบ" หรือ "วิธีคิดของลูกน่าสนใจมาก อธิบายให้ฟังต่อได้ไหม?" แม้เมื่อคำตอบผิด ครูที่ดีจะถามว่า "ทำไมถึงได้คำตอบนี้?" เพราะกระบวนการคิดที่นำไปสู่คำตอบผิดบางครั้งมีคุณค่ามากกว่าการได้คำตอบถูกโดยบังเอิญ รู้ว่าเด็กแต่ละคนอยู่ตรงไหน ครูทั่วไป: สอนเนื้อหาตามหลักสูตร โดยไม่รู้ว่าเด็กแต่ละคนเข้าใจแค่ไหน มักรู้เมื่อสอบเสร็จแล้ว ซึ่งช้าเกินไป ครูที่ดี: สังเกตเด็กทุกคนตลอดเวลา รู้ว่าใครกำลังสับสน ใครเข้าใจแล้วและต้องการความท้าทายเพิ่ม และปรับการสอนได้ทันที ก่อนที่ความสับสนจะสะสมกลายเป็นช่องว่าง สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยในการผิดพลาด ครูทั่วไป: เมื่อเด็กตอบผิด ครูบอกว่าผิดและเรียกคนอื่น บรรยากาศในห้องเรียนทำให้เด็กกลัวที่จะตอบเพราะกลัวอาย ครูที่ดี: มองความผิดพลาดเป็นโอกาสการเรียนรู้ พูดว่า "ขอบคุณที่แบ่งปันความคิด ลองมาดูด้วยกันว่าทำไมถึงได้ผลนี้" บรรยากาศในห้องเรียนทำให้เด็กกล้าลองและกล้าถาม เชื่อมโยงคณิตกับชีวิตจริงเสมอ ครูทั่วไป: สอนเนื้อหาในตำรา โดยไม่อธิบายว่าใช้ทำอะไรในชีวิตจริง เด็กจึงรู้สึกว่าคณิตเป็นเรื่องนามธรรมที่ไม่มีความหมาย ครูที่ดี: เริ่มทุกแนวคิดใหม่จากสถานการณ์ชีวิตจริงก่อนเสมอ เพราะรู้ว่าเมื่อเด็กเห็นว่าคณิตช่วยแก้ปัญหาจริงๆ แรงจูงใจในการเรียนจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ยอมรับว่าตัวเองอาจไม่รู้คำตอบ ครูทั่วไป: พยายามตอบทุกคำถามเสมอ ถ้าไม่รู้ก็อาจบิดเบือนหรือเลี่ยง เพราะกลัวเสียหน้า ครูที่ดี: พูดได้อย่างสบายใจว่า "คำถามดีมาก ครูไม่รู้คำตอบ มาหาด้วยกันได้เลย" เพราะรู้ว่านั่นคือการสอน Growth Mindset ที่ทรงพลังที่สุด ส่งเสริมหลายวิธี ไม่ใช่แค่วิธีเดียว ครูทั่วไป: มีวิธีสอนวิธีเดียว และคาดหวังให้เด็กทุกคนทำตาม เด็กที่คิดแบบต่างออกไปถูกมองว่าผิด ครูที่ดี: ยินดีต้อนรับวิธีคิดที่หลากหลาย นำวิธีต่างๆ มาอภิปรายร่วมกัน และใช้ความแตกต่างนั้นเป็นโอกาสในการเรียนรู้ว่าแต่ละวิธีมีจุดแข็งและจุดอ่อนอะไร รู้จักเด็กแต่ละคนในฐานะปัจเจกบุคคล ครูทั่วไป: เห็นเด็กเป็นกลุ่มที่ต้องสอนเนื้อหาเดียวกัน ครูที่ดี: รู้ว่าเด็กแต่ละคนมีจุดแข็ง จุดที่ต้องพัฒนา และวิธีเรียนรู้ที่ต่างกัน และปรับการสอนให้เหมาะกับแต่ละคนได้ในชั้นเรียนขนาดเล็ก สอนให้เด็กเรียนรู้ที่จะเรียนรู้ ครูทั่วไป: สอนเนื้อหา เมื่อจบบทก็จบ ไม่ได้สอนให้เด็กรู้ว่าตัวเองเรียนรู้อย่างไรหรือจะพัฒนาตัวเองได้อย่างไร ครูที่ดี: สอนให้เด็กตั้งคำถามกับตัวเอง เช่น "ฉันเข้าใจส่วนไหนแล้ว? ยังสับสนตรงไหน? จะลองวิธีไหนต่อไป?" ทักษะ Self-Reflection เหล่านี้ทำให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างอิสระมากขึ้นเรื่อยๆ ทักษะที่ครูดีต้องมี: มากกว่าแค่ความรู้คณิต มีความเข้าใจผิดที่พบบ่อยว่าครูคณิตที่ดีคือคนที่เก่งคณิตที่สุด แต่ความจริงคือ ความสามารถในการสอนไม่ใช่สิ่งเดียวกับความสามารถในการทำคณิต ครูที่ดีต้องมีทั้งสามสิ่งนี้พร้อมกัน ความรู้เนื้อหา (Content Knowledge): เข้าใจคณิตในเชิงลึก ไม่ใช่แค่รู้วิธีทำ แต่รู้ว่าทำไม ความรู้ด้านการสอน (Pedagogical Knowledge): รู้วิธีถ่ายทอดความรู้ให้คนอื่นเข้าใจ ซึ่งต้องการทักษะที่แตกต่างจากการแก้โจทย์เอง ความรู้เกี่ยวกับผู้เรียน (Knowledge of Students): เข้าใจว่าเด็กในแต่ละวัยเรียนรู้อย่างไร มีแนวโน้มสับสนตรงไหน และต้องการอะไร ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ไม่สามารถเป็นครูที่ดีได้ ครูของ eiMaths แตกต่างอย่างไร? ที่ eiMaths เราเชื่อว่าครูคือหัวใจสำคัญที่สุดของการเรียนรู้ ดังนั้นเราจึงลงทุนในการพัฒนาครูอย่างจริงจัง การฝึกอบรมเฉพาะทาง ครูของเราไม่ได้แค่รู้คณิตศาสตร์ แต่ผ่านการฝึกอบรมในวิธีการสอนแบบสิงคโปร์โดยเฉพาะ รวมถึงวิธีการถามคำถามที่กระตุ้นการคิด การสังเกตความเข้าใจของเด็ก และการสร้างบรรยากาศชั้นเรียนที่ปลอดภัย ชั้นเรียนขนาดเล็ก ด้วยนักเรียน 5-8 คนต่อห้อง ครูสามารถรู้จักเด็กแต่ละคนอย่างลึกซึ้ง สังเกตเห็นทุกคน และปรับการสอนได้ในทันที ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในห้องที่มีเด็ก 30-40 คน เน้นกระบวนการมากกว่าคำตอบ คำถามที่ครูของเราถามบ่อยที่สุดไม่ใช่ "ได้เท่าไหร่?" แต่คือ "ทำไม?" และ "คิดยังไง?" เพราะเราเชื่อว่ากระบวนการคิดสำคัญกว่าคำตอบสุดท้าย พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ครูที่ดีไม่หยุดเรียนรู้ ครูของ eiMaths ได้รับการพัฒนาและฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การสอนดีขึ้นในทุกคาบเรียน สัญญาณที่บอกว่าลูกกำลังเรียนกับครูที่ดี ลูกกลับบ้านมาเล่าว่าเรียนอะไร ไม่ใช่แค่ "ก็เรียนคณิต" แต่มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ลูกถามคำถามที่ไม่มีในตำรา เพราะถูกกระตุ้นให้คิดนอกกรอบ ลูกไม่กลัวที่จะผิดพลาด เพราะบรรยากาศในชั้นเรียนทำให้รู้สึกปลอดภัย ลูกอธิบายสิ่งที่เรียนให้คนอื่นฟังได้ เพราะเข้าใจจริง ไม่ใช่แค่จำ ลูกรู้สึกว่าครูเชื่อในตัวเขา ความรู้สึกนั้นส่งผลต่อความมั่นใจและแรงจูงใจอย่างมาก สรุป: ครูที่ดีไม่ได้แค่สอนคณิต แต่เปลี่ยนชีวิต เมื่อมองย้อนกลับไป คนที่ส่งผลต่อทิศทางชีวิตของเรามากที่สุดมักเป็นครูสักคน ไม่ใช่หลักสูตร ไม่ใช่ตำรา และไม่ใช่เทคโนโลยี ครูที่ดีไม่ได้แค่ถ่ายทอดความรู้ แต่จุดประกายความอยากรู้อยากเห็น สร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง และปลูกฝังนิสัยการคิดที่ดีซึ่งจะอยู่กับเด็กไปตลอดชีวิต ที่ eiMaths เราเชื่อว่าทุกเด็กสมควรได้เรียนกับครูที่ดีที่สุด และนั่นคือสิ่งที่เราพยายามสร้างในทุกคาบเรียน 🏆 การันตีผลงานด้วยการสร้างรางวัลอันดับโลก TIMSS และ PISA ให้กับเด็กๆ มาอย่างยาวนาน สร้างอัจฉริยะทางความคิดกับ eiMaths 🧡 🎓 เรียนรู้ด้วยการเน้นลงมือปฏิบัติ 🎓 👇 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 👇 📩 FB: eiMaths - TH | 💌 Line: @eiMaths | 🌐 Website: www.eimaths-th.com | 📞 Tel: 061 620 8666 📌 eiMaths สาขาราชพฤกษ์ ชั้น 3 ข้างโรงภาพยนตร์ SF Cinema ศูนย์การค้า The Crystal SB Ratchapruek 📌 eiMaths ณ ศูนย์การค้า Seacon Bangkae ชั้น 4 ฝั่ง HarborLand 📞 093-258-5897 #eiMaths #ครูที่ดี #การสอนคณิต #คณิตศาสตร์สิงคโปร์ #SingaporeMath #GoodTeacher #CPAMethod #GrowthMindset #MasteryLearning #eiMathsThailand

อ่านเพิ่มเติม: ครูที่ดีสอนคณิตต่างจากครูทั่วไปอย่างไร?
Word Problem - Addition/Multiplication
20 May 2026

Word Problem - Addition/Multiplication

Word Problem - Addition/Multiplication ในบทเรียนการแก้ปัญหานี้ นักเรียนจะได้สำรวจสองวิธีในการหาคำตอบ ได้แก่ การบวกและการคูณ โดยการบวกปลาในแต่ละตะกร้า หรือโดยการใช้การคูณเป็นการบวกซ้ำๆ พวกเขาจะค้นพบว่าทั้งสองวิธีให้ผลลัพธ์เดียวกัน ผ่านแนวทางนี้ เด็กๆ จะได้เรียนรู้ว่าการคูณไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเป็นเพียงวิธีที่เร็วกว่าในการบวกกลุ่มที่เท่ากัน การเข้าใจความเชื่อมโยงนี้ช่วยสร้างทักษะการแก้ปัญหาที่แข็งแกร่งและความมั่นใจในวิชาคณิตศาสตร์ ทำไมการวาดภาพถึงดีกว่าการเดาวิธีทำ? ลดการตีความภาษาผิดพลาด: เด็กไม่ต้องเดาคำสำคัญ (Keywords) เช่น คำว่า "ทั้งหมด" ไม่ได้แปลว่าต้องเอาตัวเลขทุกตัวมาบวกกันเสมอไป บาร์โมเดลช่วยกรองข้อมูลให้เห็นความสัมพันธ์ที่แท้จริง เห็นลำดับขั้นตอน (Order of Operations): ภาพจะบอกเด็กโดยสัญชาตญาณเลยว่า เขาต้องหาความรวมของกลุ่มกล่องดินสอก่อน (การคูณ) แล้วค่อยเอาไปรวมกับค่าสมุดบันทึก (การบวก) สร้างความมั่นใจ (Self-Confidence): เมื่อเด็กสามารถแปลงข้อความยากๆ ออกมาเป็นโครงสร้างภาพที่จับต้องได้ ความกลัวต่อโจทย์ปัญหาก็จะหมดไป และเปลี่ยนเป็นความสนุกเหมือนได้เล่นเกมต่อจิ๊กซอว์ครับ การฝึกฝนทักษะการเปลี่ยนโจทย์ปัญหาให้เป็นภาพตั้งแต่วัยเยาว์ คือการติดอาวุธทางปัญญาที่จะทำให้ลูกรักพร้อมรับมือกับข้อสอบในระดับที่สูงขึ้นได้อย่างง่ายดาย 🏆 การันตีผลงานด้วยการสร้างรางวัลอันดับโลก TIMSS และ PISA ให้กับเด็กๆ มาอย่างยาวนาน สร้างอัจฉริยะทางความคิดกับ eiMaths 🧡 🎓 เรียนรู้ด้วยการเน้นลงมือปฏิบัติ 🎓 👇 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 👇 📩 FB: eiMaths - TH | 💌 Line: @eiMaths | 🌐 Website: www.eimaths-th.com | 📞 Tel: 061 620 8666 📌 eiMaths สาขาราชพฤกษ์ ชั้น 3 ข้างโรงภาพยนตร์ SF Cinema ศูนย์การค้า The Crystal SB Ratchapruek 📌 eiMaths ณ ศูนย์การค้า Seacon Bangkae ชั้น 4 ฝั่ง HarborLand 📞 093-258-5897 #eiMaths #NumberSense #เกมคณิต #กิจกรรมคณิต #คณิตศาสตร์สิงคโปร์ #SingaporeMath #สอนลูกที่บ้าน #MathGames #CPAMethod #eiMathsThailand #eiMaths #preschoolmaths #mathstuition #tuitioncentre #tuitionsingapore #kiasuparents #primarymaths

อ่านเพิ่มเติม: Word Problem - Addition/Multiplication
10 เกมและกิจกรรมที่ช่วยพัฒนา Number Sense ของลูก
19 May 2026

10 เกมและกิจกรรมที่ช่วยพัฒนา Number Sense ของลูก

10 เกมและกิจกรรมที่ช่วยพัฒนา Number Sense ของลูก "Number Sense ไม่ได้สร้างจากแบบฝึกหัด แต่สร้างจากประสบการณ์" ถ้าอยากให้ลูกมี Number Sense ที่แข็งแรง วิธีที่ได้ผลน้อยที่สุดคือการให้นั่งทำโจทย์บวกลบในหนังสือ วิธีที่ได้ผลมากที่สุดคือการให้ลูกได้สัมผัส เล่น และสำรวจตัวเลขในบริบทที่มีความหมายและสนุก บทความนี้รวบรวม 10 เกมและกิจกรรมที่ช่วยพัฒนา Number Sense ได้จริง โดยแทบทั้งหมดทำได้ที่บ้านโดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์พิเศษ ก่อนอื่น: Number Sense คืออะไรและทำไมถึงสำคัญ? Number Sense คือความรู้สึกและความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับตัวเลข ซึ่งประกอบด้วยความสามารถหลายอย่าง เช่น รู้ว่า 7 มากกว่า 5 เท่าไหร่โดยไม่ต้องนับ เข้าใจว่า 10 ประกอบขึ้นจากอะไรได้บ้าง มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวเลข และประมาณค่าได้อย่างสมเหตุสมผล เปรียบเทียบกับการสอนแบบทั่วไป: วิธีสอนคณิตแบบทั่วไปมักข้ามขั้น Number Sense ไปเลย โดยให้เด็กท่องจำสูตรและทำแบบฝึกหัดโดยที่ยังไม่มีความรู้สึกเชิงตัวเลขที่แข็งแรงพอ คณิตศาสตร์สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับ Number Sense มากที่สุด เพราะมันคือรากฐานของทักษะคณิตทุกอย่างที่จะตามมา เกมที่ 1: "มากกว่า น้อยกว่า เท่ากัน" (อายุ 3-6 ปี) วิธีเล่น วางสิ่งของสองกลุ่มบนโต๊ะ เช่น ลูกบอล 5 ลูกกับ 3 ลูก แล้วถามว่า "กลุ่มไหนมากกว่า? มากกว่าเท่าไหร่?" เริ่มจากจำนวนที่แตกต่างกันชัดเจน แล้วค่อยๆ ใกล้เคียงกันมากขึ้น เช่น 5 กับ 6 ซึ่งยากกว่ามาก ทำไมถึงได้ผล เด็กได้เปรียบเทียบปริมาณจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ สมองเรียนรู้ที่จะ "รู้สึก" ถึงความแตกต่างของปริมาณ ซึ่งเป็นพื้นฐานของ Number Sense เปรียบเทียบกับการสอนแบบทั่วไป: การเขียน > < = บนกระดาษไม่ได้สร้างความรู้สึกเชิงปริมาณ แต่การเห็นและจับต้องของจริงทำได้ เกมที่ 2: Ten Frame ฉบับง่าย (อายุ 4-7 ปี) วิธีเล่น วาดตารางสองแถว แถวละ 5 ช่อง (รวม 10 ช่อง) บนกระดาษ ให้ลูกวางเหรียญหรือปุ่มลงในจำนวนที่บอก เช่น "วาง 7 ชิ้น" แล้วถามว่า "ต้องวางอีกกี่ชิ้นถึงจะเต็ม?" ทำไมถึงได้ผล เด็กเห็นด้วยตาว่า 7 กับ 3 รวมกันเป็น 10 และ 8 กับ 2 รวมกันเป็น 10 ซึ่งคือ Number Bonds ที่เป็นรากฐานของการคิดเลขอย่างยืดหยุ่น เชื่อมกับคณิตสิงคโปร์: Ten Frame เป็นเครื่องมือหลักในการสอน Number Bonds ซึ่งคณิตสิงคโปร์ให้ความสำคัญมาก เกมที่ 3: เดาจำนวน (อายุ 4-8 ปี) วิธีเล่น หยิบสิ่งของใส่ในมือแล้วถามว่า "คิดว่ามีกี่ชิ้น?" ก่อนที่จะนับจริงๆ เริ่มจาก 1-5 ชิ้นสำหรับเด็กเล็ก แล้วเพิ่มขึ้นตามอายุ วิธีที่สนุกกว่า: ใช้ขนมหรือของที่ลูกชอบ เมื่อเดาถูกได้รับรางวัลเล็กๆ น้อยๆ ทำไมถึงได้ผล การประมาณค่าเป็นทักษะ Number Sense ที่สำคัญมาก เพราะในชีวิตจริงเราไม่ได้นับทุกครั้งเสมอ การฝึกประมาณค่าช่วยพัฒนาความรู้สึกเชิงปริมาณที่แม่นยำขึ้น เกมที่ 4: แยกและรวม (อายุ 5-8 ปี) วิธีเล่น ให้ลูกหยิบของ 8 ชิ้น แล้วถามว่า "แบ่งออกเป็นสองกลุ่มได้กี่แบบ?" ลูกลองแบ่งทุกแบบที่เป็นไปได้ เช่น 1+7, 2+6, 3+5, 4+4 แล้วจดบันทึก ทำไมถึงได้ผล เด็กค้นพบด้วยตัวเองว่าตัวเลขหนึ่งตัวประกอบขึ้นจากส่วนต่างๆ ได้หลายแบบ ซึ่งเป็นหัวใจของ Number Bonds และ Part-Whole Thinking เปรียบเทียบกับการสอนแบบทั่วไป: การบอกว่า 8 = 3 + 5 ไม่ได้ผลเท่ากับให้ลูกค้นพบสิ่งนี้ด้วยตัวเอง เกมที่ 5: นับข้ามเลข (อายุ 5-9 ปี) วิธีเล่น นับข้ามทีละ 2 เช่น 2, 4, 6, 8... หรือทีละ 5 เช่น 5, 10, 15, 20... หรือทีละ 10 เช่น 10, 20, 30... ทำในรูปแบบต่างๆ เช่น นับขณะกระโดด นับขณะปรบมือ หรือนับขณะขึ้นบันได ทำไมถึงได้ผล การนับข้ามเลขสร้างความเข้าใจเรื่องรูปแบบในตัวเลข ซึ่งเป็นพื้นฐานของการคูณและการเข้าใจระบบตัวเลข นอกจากนี้การเคลื่อนไหวร่างกายช่วยให้จำได้นานกว่า เปรียบเทียบกับการสอนแบบทั่วไป: การท่องตารางคูณโดยไม่เข้าใจรูปแบบน้อยกว่าการฝึกนับข้ามซึ่งสร้างความเข้าใจจากล่างขึ้นบน เกมที่ 6: ไพ่ตัวเลข (อายุ 5-10 ปี) วิธีเล่น หลายแบบ แบบที่ 1 - เปรียบเทียบ: แจกไพ่คนละใบ คนที่ไพ่มากกว่าชนะ ง่ายมากแต่ฝึก Number Sense ได้ดี แบบที่ 2 - รวมกัน: แจกไพ่คนละสองใบ บวกตัวเลขรวมกัน คนที่ได้ผลรวมมากกว่าชนะ ฝึกการบวกเลขอย่างรวดเร็ว แบบที่ 3 - ทำให้ได้ 10: แจกไพ่ 5 ใบ หาคู่ที่รวมกันได้ 10 ใครหาได้มากกว่าชนะ ฝึก Number Bonds ของ 10 โดยตรง ทำไมถึงได้ผล เกมทำให้การฝึกทักษะคณิตรู้สึกสนุก ไม่ใช่ภาระ และความซ้ำๆ ของการเล่นสร้างความคล่องแคล่วโดยไม่รู้ตัว เกมที่ 7: ตัวเลขในธรรมชาติ (ทุกวัย) วิธีเล่น ระหว่างเดินเล่นหรือขับรถ ท้าทายลูกให้หาตัวเลขในสิ่งรอบข้าง เช่น "มีรถสีแดงกี่คัน?" "บ้านนี้มีหน้าต่างกี่บาน?" "ต้นไม้ข้างถนนมีกี่ต้น?" ระดับที่ยากขึ้น: "รถสีแดงมีมากกว่ารถสีน้ำเงินกี่คัน?" หรือ "ถ้ามีรถสีขาว 4 คันมาจอดเพิ่ม รวมแล้วมีกี่คัน?" ทำไมถึงได้ผล เด็กเห็นว่าคณิตมีอยู่ในชีวิตจริงทุกที่ ซึ่งสร้างความรู้สึกว่าคณิตมีความหมายและน่าสนใจ ไม่ใช่แค่สิ่งที่อยู่ในหนังสือ เกมที่ 8: ประมาณก่อนวัด (อายุ 6-10 ปี) วิธีเล่น ก่อนวัดอะไรก็ตาม ให้ทุกคนเดาก่อนว่าจะได้เท่าไหร่ แล้ววัดจริงๆ ดูว่าใครเดาใกล้เคียงที่สุด ลองกับสิ่งต่างๆ เช่น ความยาวของโต๊ะ น้ำหนักของกระเป๋านักเรียน จำนวนขั้นบันได หรือเวลาที่ใช้ในการเดินจากห้องหนึ่งไปอีกห้อง ทำไมถึงได้ผล ทักษะการประมาณค่าเป็นส่วนสำคัญของ Number Sense ที่ช่วยให้รู้ว่าคำตอบที่ได้สมเหตุสมผลหรือไม่ เด็กที่ประมาณค่าเก่งจะสังเกตเห็นเมื่อตัวเองทำผิดพลาดได้ง่ายกว่า เกมที่ 9: สร้างเลขด้วยลูกเต๋า (อายุ 7-11 ปี) วิธีเล่น ใช้ลูกเต๋าสองลูก โยนแล้วบวกตัวเลขที่ได้ ทำซ้ำ 10 รอบ แล้วบันทึกว่าผลรวมแต่ละค่าออกมาบ่อยแค่ไหน ระดับที่สนุกกว่า: ให้แข่งกันว่าใครจะได้ผลรวมที่กำหนดครบ 5 ครั้งก่อน เช่น ใครได้ผลรวม 7 ครบ 5 ครั้งก่อนชนะ ทำไมถึงได้ผล เด็กฝึกการบวกเลขอย่างรวดเร็วในบริบทที่สนุก และเริ่มสังเกตรูปแบบว่าผลรวมบางค่าออกมาบ่อยกว่าค่าอื่น ซึ่งนำไปสู่การเข้าใจเรื่องความน่าจะเป็นเบื้องต้น เกมที่ 10: เรื่องราวตัวเลข (ทุกวัย) วิธีเล่น แทนที่จะถามว่า "3 + 4 = ?" ลองเล่าเรื่องแทนว่า "มีนก 3 ตัวบินมาจากทิศเหนือ แล้วมีนกอีก 4 ตัวบินมาจากทิศใต้ ตอนนี้มีนกทั้งหมดกี่ตัว?" ท้าทายมากขึ้น: ให้ลูกเป็นคนเล่าเรื่องเองจากสมการที่ให้ เช่น "ลูกช่วยเล่าเรื่องที่ทำให้ 5 + 3 = 8 ได้ไหม?" ทำไมถึงได้ผล การเชื่อมตัวเลขกับเรื่องราวสร้างความหมายให้กับการคำนวณ เด็กเรียนรู้ว่าตัวเลขแทนสิ่งของจริงๆ ในโลก และนั่นคือรากฐานของการแก้โจทย์ปัญหาที่จะตามมา เปรียบเทียบกับการสอนแบบทั่วไป: โจทย์บนกระดาษไม่ได้สอนให้เด็กเชื่อมคณิตกับโลกจริง แต่เรื่องราวทำได้ ตารางสรุป: เกมและกิจกรรมตามช่วงอายุ อายุเกมที่เหมาะสมทักษะที่พัฒนา3-5 ปีมากกว่า-น้อยกว่า, เรื่องราวตัวเลขการเปรียบเทียบปริมาณ5-7 ปีTen Frame, แยกและรวม, ไพ่ตัวเลขNumber Bonds6-9 ปีนับข้ามเลข, ประมาณก่อนวัด, ตัวเลขในธรรมชาติรูปแบบและการประมาณ8-12 ปีลูกเต๋า, เดาจำนวน (ขั้นสูง)ความคล่องแคล่วและรูปแบบ คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง เล่นสม่ำเสมอดีกว่าเล่นนานในครั้งเดียว 10-15 นาทีต่อวันให้ผลดีกว่า 2 ชั่วโมงสัปดาห์ละครั้ง เพราะสมองสร้างการเชื่อมโยงจากการทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอ อย่ารีบบอกคำตอบ ให้เวลาลูกคิด 30-60 วินาทีก่อนที่จะช่วย เพราะนั่นคือช่วงเวลาที่สมองกำลังทำงานที่ดีที่สุด ทำให้เป็นเรื่องสนุก ไม่ใช่การสอบ เมื่อลูกรู้สึกว่ากำลังถูกทดสอบ ความสนุกจะหายไปทันที ให้รู้สึกว่าเป็นการเล่นด้วยกัน ชมที่กระบวนการคิด "เก่งมากที่พยายามคิดหลายวิธี" ดีกว่า "เก่งมากที่ได้คำตอบถูก" สรุป: Number Sense สร้างได้จากการเล่นทุกวัน Number Sense ไม่ได้เกิดจากการนั่งท่องตัวเลขหรือทำแบบฝึกหัด แต่เกิดจากการสัมผัสและสำรวจตัวเลขในบริบทที่มีความหมายและสนุก 10 เกมและกิจกรรมในบทความนี้ไม่ต้องการอุปกรณ์พิเศษ ไม่ต้องใช้เวลานาน และสามารถทำได้ทุกวันในชีวิตประจำวัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือรากฐาน Number Sense ที่แข็งแรงซึ่งจะช่วยให้ลูกเรียนคณิตศาสตร์ได้ดีขึ้นในทุกระดับที่จะตามมา และที่ eiMaths เราสร้าง Number Sense เหล่านี้ในทุกคาบเรียนผ่านของจริงและกิจกรรมที่ออกแบบมาเฉพาะ เพื่อให้รากฐานที่ลูกได้รับที่บ้านและที่ eiMaths เสริมซึ่งกันและกันได้อย่างสมบูรณ์ 🏆 การันตีผลงานด้วยการสร้างรางวัลอันดับโลก TIMSS และ PISA ให้กับเด็กๆ มาอย่างยาวนาน สร้างอัจฉริยะทางความคิดกับ eiMaths 🧡 🎓 เรียนรู้ด้วยการเน้นลงมือปฏิบัติ 🎓 👇 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 👇 📩 FB: eiMaths - TH | 💌 Line: @eiMaths | 🌐 Website: www.eimaths-th.com | 📞 Tel: 061 620 8666 📌 eiMaths สาขาราชพฤกษ์ ชั้น 3 ข้างโรงภาพยนตร์ SF Cinema ศูนย์การค้า The Crystal SB Ratchapruek 📌 eiMaths ณ ศูนย์การค้า Seacon Bangkae ชั้น 4 ฝั่ง HarborLand 📞 093-258-5897 #eiMaths #NumberSense #เกมคณิต #กิจกรรมคณิต #คณิตศาสตร์สิงคโปร์ #SingaporeMath #สอนลูกที่บ้าน #MathGames #CPAMethod #eiMathsThailand

อ่านเพิ่มเติม: 10 เกมและกิจกรรมที่ช่วยพัฒนา Number Sense ของลูก

รางวัลที่ได้รับการยอมรับ

FLA Awards
Best Enrichment Learning

ปรัชญาของเรา eiMaths

เราเชื่อมั่นในการสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่มีความสุข

Hand and Bulb

สร้างรากฐานคณิตศาสตร์ ที่แข็งแกร่ง

Puzzle icon

เน้นลงมือปฏิบัติ

Bulb icon

ส่งเสริมการแก้ปัญหา แบบฮิวริสติกส์

Pen icon

โปรแกรมการเรียนรู้ เฉพาะบุคคล

eiMaths ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างไร ?

เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์กับ
E.I.G.H.T. กลยุทธ์การแก้ปัญหา

E

Evaluate
the problem

( ประเมินปัญหา )

I

Identify
A Plan

( ระบุแผน )

G

Get Connected

( เข้าใจความเชื่อมโยง )

H

Heuristics
Approach

( แนวทางการวิเคราะห์ Heuristics )

T

Time to
reflect

( เวลาที่จะเห็นผล )

FAQ eiMaths

eiMaths คืออะไร

eiMaths เป็นสถาบันพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์จากประเทศสิงคโปร์
เปิดสอนสำหรับเด็กอายุ 3 – 12 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6

หลักสูตรถูกพัฒนาให้ใกล้เคียงกับแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการประเทศสิงคโปร์
เพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบ สนุกกับการเรียนรู้ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

จุดเด่นของหลักสูตร eiMaths

  • หลักสูตรอ้างอิงแนวทางการเรียนคณิตศาสตร์จากประเทศสิงคโปร์
  • ใช้ระบบ Spiral Curriculum เรียนแบบต่อยอดเป็นลำดับขั้น
  • พัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหา
  • เรียนรู้ผ่านระบบ CPA
    (Concrete → Pictorial → Abstract)
  • ใช้สื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมกับช่วงวัย
  • มีของเล่นและอุปกรณ์การเรียนมากกว่า 100 รูปแบบ
  • เน้น Active Learning ให้เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนรู้
  • ส่งเสริมความมั่นใจและความคิดสร้างสรรค์

รูปแบบการสอน

เราเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (Hands-on Learning)
เพื่อให้เด็กเข้าใจแนวคิดทางคณิตศาสตร์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการท่องจำ

แนวทางการเรียนรู้

นักเรียนจะได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรม เกม แบบฝึกหัด และการแก้โจทย์อย่างเป็นขั้นตอน
ช่วยพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ และการแก้ปัญหา

การประเมินระดับ

ก่อนเริ่มเรียน นักเรียนจะได้รับการประเมินพื้นฐาน
เพื่อจัดระดับการเรียนให้เหมาะสมกับพัฒนาการของแต่ละคน

ผลลัพธ์ที่นักเรียนจะได้รับ

  • มีความมั่นใจในการเรียนคณิตศาสตร์มากขึ้น
  • เข้าใจแนวคิดทางคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบ
  • พัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหา
  • สามารถประยุกต์ใช้คณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวันได้
  • มีสมาธิและวินัยในการเรียนรู้
  • กล้าคิด กล้าลอง และกล้าแสดงความคิดเห็น
  • เรียนรู้อย่างสนุกและมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์

ระดับชั้นที่เปิดสอน

เปิดรับนักเรียนตั้งแต่อายุ 3 – 12 ปี

  • อนุบาล
  • ประถมศึกษาตอนต้น
  • ประถมศึกษาตอนปลาย

ครอบคลุมตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6

ระดับอนุบาล (K1 – K2)

เรียนผ่านของเล่น รูปภาพ และกิจกรรม
เพื่อสร้างพื้นฐานความเข้าใจและความสนุกในการเรียนคณิตศาสตร์

  • 10 ครั้ง / คอร์ส
  • ครั้งละ 60 นาที
  • เรียนได้ภายใน 4 เดือน
  • หนังสือเรียน 10 เล่ม
  • มีสื่อและของเล่นประกอบการเรียน

ค่าเรียน 6,900 บาท / เทอม
ค่าอุปกรณ์ 500 บาท
ค่าลงทะเบียนแรกเข้า 750 บาท

ระดับประถมต้น (P1 – P3)

เน้นพัฒนาความคิด วิเคราะห์ และการแก้โจทย์ปัญหา

  • 10 ครั้ง / คอร์ส
  • ครั้งละ 90 นาที
  • เรียนได้ภายใน 4 เดือน
  • หนังสือเรียน 10 เล่ม

ค่าเรียน 10,500 บาท / เทอม
ค่าลงทะเบียนแรกเข้า 750 บาท

ระดับประถมปลาย (P4 – P6)

เน้นการคิดเชิงลึก การแก้ปัญหา และการประยุกต์ใช้

  • 10 ครั้ง / คอร์ส
  • ครั้งละ 120 นาที
  • เรียนได้ภายใน 4 เดือน
  • หนังสือเรียน 10 เล่ม

ค่าเรียน 15,000 บาท / เทอม
ค่าลงทะเบียนแรกเข้า 750 บาท

ขนาดห้องเรียน

เราเน้นการดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด
จึงจำกัดจำนวนนักเรียนต่อห้อง

  • ระดับอนุบาล : 4 – 6 คน
  • ระดับประถมต้น : 4 – 6 คน
  • ระดับประถมปลาย : 2 – 3 คน

การเลื่อนเรียน

หากนักเรียนไม่สามารถมาเรียนได้
สามารถแจ้งเลื่อนคลาสล่วงหน้าได้ โดยจะไม่มีการตัดสิทธิ์การเรียน

ทั้งนี้ นักเรียนจะต้องใช้ชั่วโมงเรียนให้ครบภายใน 4 เดือน
นับจากวันเรียนครั้งแรก

สื่อการเรียนรู้

eiMaths ใช้หนังสือเรียนสีสันสดใส
ร่วมกับกิจกรรมและอุปกรณ์การเรียนที่ออกแบบเฉพาะสำหรับเด็กแต่ละช่วงวัย

นักเรียนจะได้เรียนรู้ผ่าน:

  • หนังสือเรียนเฉพาะทาง
  • ของเล่นและอุปกรณ์เสริมทักษะ
  • กิจกรรมพัฒนาความคิด
  • แบบฝึกหัดที่ช่วยสร้างความเข้าใจอย่างเป็นขั้นตอน

สาขาเดอะคริสตัล ราชพฤกษ์

ชั้น 3 โซนการศึกษา (ติดกับโรงภาพยนตร์ SF)

โทร : 061-620-8666
Line : @eimaths-th

เวลาทำการ

  • จันทร์ – ศุกร์ : 10.00 – 18.00 น.
  • เสาร์ – อาทิตย์ : 9.00 – 17.00 น.
  • หยุดทุกวันพุธ

สาขาซีคอน บางแค

ชั้น 4 โซนการศึกษาใหม่
(ใกล้ HarbourLand)

โทร : 093-258-5897
Line : @eimaths-th

เวลาทำการ

  • จันทร์ – ศุกร์ : 10.30 – 18.30 น.
  • เสาร์ – อาทิตย์ : 9.30 – 17.30 น.
  • หยุดทุกวันพุธ

คุณครูผู้สอน

ปัจจุบันมีคุณครูชาวฟิลิปปินส์ประจำที่สาขาราชพฤกษ์
ในวันเสาร์ – อาทิตย์

Student holding board

รีวิวจากผู้เรียน

สื่อการเรียนรู้

เรียนคณิตศาสตร์ กับ eiMaths ดีอย่างไร? ชวนมาฟังรีวิวจากผู้ปกครอง

Reviews On Facebook

เรียนคณิตศาสตร์ กับ eiMaths ดีอย่างไร? ชวนมาฟังรีวิวจากผู้ปกครอง

Reviews On Facebook